จับตาสถานการณ์เหล็กโลกหลังรัฐบาลญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยน คาดผู้ค้าเหล็กในไทยจะร้อนระอุแน่!

อุตสาหกรรมที่คึกคักที่สุดในยามนี้ของประเทศไทยคงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ในปีนี้มีโปรเจ็คต์ใหญ่ๆให้ได้ลุ้นกันหลายโครงการ ทั้งโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการถนนมอเตอร์เวย์ โครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจากภาคก่อสร้างที่วางโครงการไว้หลายแสนล้านบาท ทำให้ส่งผลดีต่อผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบการธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้าง ที่นอกจากจะเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว สินค้าบางประเภทยังเสี่ยงต่อการขาดแคลนจากปริมาณความต้องการสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

หากยังจำกันได้ในช่วงปี 2552-2553 สถานการณ์ราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างเคยทำสถิติปรับราคาขายขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดปรากฎการณ์กักตุนสินค้าไว้ขายเก็งกำไรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งขณะนั้น สินค้าที่เข้าขั้นวิกฤตอย่างหนักคือ เหล็กเส้นและปูนซีเมนต์ ที่ดีดตัวขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ จากความต้องการในการก่อสร้างทั้งโครงการรถไฟฟ้า และโครงการอสังหาริมทรัพย์

และในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มากมายรอดำเนินงานอยู่ แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสถานการณ์วัสดุก่อสร้างในปัจจุบันและในอดีต ก็คือ ในวันนี้มีผู้ประกอบการภายในประเทศที่หลากหลายขึ้น และสถานการณ์ตลาดเหล็กโลกก็ไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้นดังเช่นแต่ก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการทรุดตัวลงของตลาดเหล็กโลกจากผลกระทบวิกฤตยูโรโซน ส่งผลให้ตลาดค้าเหล็กชะลอตัวลงในหลายประเทศ รวมถึงการแข่งขันกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในเอเชียทั้งอินเดีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น

“ในปี 2555 อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ตกต่ำอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตยูโรโซนที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมในหลายธุรกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตในฝั่งยุโรปหลายแห่งต้องปิดตัวลงและถูกควบรวมกิจการไปไม่น้อย ส่งผลให้ราคาเหล็กทรุดตัวลง อีกทั้งยังส่งผลต่อยอดขายที่ลดลงด้วย แต่ในปี 2556 นี้ คาดว่าสถานการณ์ค้าเหล็กในตลาดโลกจะดีขึ้น จากแรงหนุนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่จะช่วยพยุงสถานการณ์ตลาดค้าเหล็กให้เติบโตขึ้นจากปีก่อน” สุรชัย ประมวลเจริญกิจ นักวิเคราะห์จาก บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

สิ่งที่ต้องจับตาสำหรับสถานการณ์ค้าเหล็กในปีนี้ก็คือ การที่ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทางด้านเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้การบริหารประเทศของนายกฯชินโซ อาเบะ ที่มีแผนแทรกแซงค่าเงินเยนให้อ่อนตัวลง ซึ่งหากญี่ปุ่นเดินเกมตามนโยบายเศรษฐกิจนี้เมื่อใด ผลที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สินค้าที่ญี่ปุ่นส่งออกจะมีราคาที่ต่ำลง และนั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงการออกตีตลาดของสินค้าญี่ปุ่นที่เป้าหมายหลักคือการ แข่งขันในตลาดต้นทุนต่ำอย่างตลาดอาเซียนและเอเชีย

“ญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับต้นๆของโลก ซึ่งการที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนตัวลง จะส่งผลให้สินค้าที่ส่งออกจากญี่ปุ่นมีราคาที่ถูกลง แต่นี่อาจจะไม่ใช่ข่าวดีนักสำหรับผู้ค้าและผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ เพราะสินค้าจากญี่ปุ่นอาจจะเข้ามาตีตลาดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเหล็กคุณภาพ ที่กลุ่มอาเซเลอร์มิตทัล ครองตลาดส่วนใหญ่ในประเทศไทยอยู่”

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า สถานการณ์ของตลาดค้าเหล็กในขณะนี้ไม่เหมือนตอนที่สินค้าเหล็กจากจีนและเกาหลีเข้ามาตีตลาด เพราะคุณภาพมาตรฐานเหล็กและกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันกับเหล็กของญี่ปุ่นที่จะเข้ามาตีตลาด ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาขณะนี้คือ การที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายการเงินที่หมายมั่นปั้นมือในการเข้ามาตีตลาดในเอเชีย ที่หากจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับแจกส่วนลดพิเศษให้กับสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเหล็กนำเข้าที่จะเข้ามาตีตลาดนั้น ได้เปรียบทางด้านราคาจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง ทำให้สินค้าที่เข้ามานั้นมีราคาถูกแต่ได้คุณภาพเหมือนเดิม.. นี่ต่างหากที่จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ค้าเหล็กไทยได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การเดินเกมของญี่ปุ่นในขณะนี้ มองอีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นการเปิดธงรบในสนามเศรษฐกิจกับชาติคู่แข่งอย่างจีนและเกาหลีใต้อย่างเต็มตัว เพราะเป้าหมายหลักของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นคนนี้ มุ่งเน้นนโยบายในการผลักดันเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้เข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแม้จุดประสงค์หลักจะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ แต่การเริ่มเปิดเกมสู่อาเซียนอย่างเป็นทางการ ตามรอยจีนและเกาหลีใต้ที่ตบเท้าเข้าตีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนหน้า เป็นการประกาศตัวลงสนามชิงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในเอเชียอีกครั้ง

ซึ่งแม้ว่าครั้งนี้เป้าหมาย คือ การแข่งขันระหว่างยักษ์ใหญ่ชาติผู้นำแห่งแดนตะวันออกทั้ง 3 แต่หัวใจหลักในการชิงธงครั้งนี้ ก็คือ กลุ่มประเทศสมาชิก AEC ทั้ง 10 ที่จะต้องตามเกม 3 ประเทศผู้นำให้ทัน มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบในสนามรบทางเศรษฐกิจและการค้าในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่เราต่างก็คาดหวังกันไว้ว่า จะก้าวขึ้นชิงตำแหน่งนัมเบอร์ 1 ในอาเซียน…ซึ่งจะก้าวต่อไปได้ไกลแค่ไหน ก็คงได้พิสูจน์ศักยภาพของตัวเองในเวทีสากล ณ เวลานี้เท่านั้น!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s