จับตาอาเซียนสู่ AEC: ยามศึกเรารบ!…ยามสงบเราก็เปิดเสรีประชาคมอาเซียน! รวมเป็นหนึ่งสู้วิกฤตยูโร

คดีปราสาทเขาพระวิหารสั่นสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาไปไม่ น้อย ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็กำลังรอคำตัดสินของศาลโลก แต่ก็เชื่อว่าไม่ใช่เพียงแค่ไทยกับกัมพูชาเท่านั้นที่เงี่ยหูฟัง เพราะบรรดาชาติอื่นๆในอาเซียนและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่างก็ร่วมลุ้น ไปพร้อมๆกัน เพราะคำตัดสินของศาลโลกในครั้งนี้อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะชี้ชะตาว่า อาเซียนจะเดินหน้ารวมประชาคมเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อก้าวสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวทันชาติอื่นๆทั่ว โลก ทำให้ประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิคหันมาทุ่มเทในการผลักดันเศรษฐกิจและโครง สร้างพื้นฐานต่างๆภายใต้กรอบความร่วมมือจากประเทศพันธมิตรทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งจากการเร่งถีบตัวเองให้ก้าวข้ามกำแพงประเทศกำลังพัฒนา ทำให้การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเปิดกว้างและเอื้อต่อการเข้ามาลงทุนของต่าง ชาติมากขึ้น และกระแสการลงทุนที่โอนย้ายมายังฝั่งตะวันออกเรื่อยๆ กลับกลายเป็นผลดีที่อย่างน้อยก็ยังมีแหล่งเศรษฐกิจที่คอยประคับประคองไม่ให้ เกิดวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก เมื่อฝั่งนักลงทุนยุโรปกำลังย่ำแย่

“ความล้มเหลวทางการเงินและเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน อาจจะเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับกลุ่มประชาคมทางเศรษฐกิจที่กำลังจะ เกิดใหม่อย่างอาเซียน เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกทรงๆทรุดๆ ตลาดการลงทุนที่ได้รับผลกระทบมากเป็นอันดับต้นๆคือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเงินทุนไหลเข้าจากยุโรปในสัดส่วนที่สูง ดังนั้นเมื่อกลุ่มยูโรโซนเกิดวิกฤตทำให้นักลงทุนพากันดึงเงินกลับประเทศ ส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯในประเทศที่จับตลาดกำลังซื้อต่างชาติได้ รับผลกระทบในบางส่วน แต่ในทางกลับกัน นี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่นักลงทุนจากเอเชียจะเข้าไปมีบทบาทในการลงทุน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน”


นาย เกร็ก คอนดอน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาด้านประเมินมูลค่าทรัพย์สิน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า นักลงทุนต่างชาติที่นิยมลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา,ฝรั่งเศส, รัสเซีย และเยอรมนี แต่สถานการณ์การลงทุนในปีล่าสุด ตลาดการค้าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์สะท้อนให้เห็นถึงแหล่งที่มาของการลง ทุนรวม ที่เป็นกลุ่มทุนจากชาติตะวันออกมาขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

“ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นเข้าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความ เสี่ยงต่ำ จากการประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค โดยการลงทุนในอสังหาฯประเภท อาคารสำนักงาน และอสังหาริมทรัพย์รายย่อยที่มีคุณภาพสูง ในย่านที่มีความปลอดภัยที่สุดของเมืองต่างๆ อย่าง มหานครนิวยอร์ก สหรัฐ และกรุงลอนดอน อังกฤษไปถึงประเทศจีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซียและไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนจากทั่วโลกต่างมุ่งเข้าหา แทนที่ตลาดภูมิภาคยุโรปที่มีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ยังอึมครึมอยู่”

ทั้งนี้ ไนท์แฟรงค์ชาร์เตอร์ วิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างต้องการความมั่นคงและความเสี่ยงที่ต่ำ ดังนั้น ปัจจัยลบจากปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในสหภาพยุโรป ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในฝั่งอเมริกาและเอเชีย เป็น “จุดปลอดภัย” สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ แต่สำหรับในเมืองใหญ่ๆในยุโรป โครงการอสังหาฯก็ยังเป็นที่ต้องการในตลาดอยู่เช่นกัน อาทิ ลอนดอน แห่งสหราชอาณาจักร ที่ยังมีราคาทรัพย์สินในทำเลดีๆที่น่าดึงดูด มีแนวโน้มเติบโตด้านการเช่าและผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคต คอยดึงดูดนักลงทุนไม่ให้มองข้ามยูโรโซนไปเช่นกัน

ด้าน คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด มองว่า การเปิดประเทศของกลุ่มชาติสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนได้กลายเป็นแรงหนุนสำคัญ ต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เพราะนอกจากจะช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอาเซียนแล้ว ยังได้ปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานใน อาเซียนมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจในฝั่งยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะในยูโรโซน และยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความกังวล ทำให้ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นความหวังใหม่ที่ยังคงมีศักยภาพใน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาสและจังหวะที่เหมาะสำหรับนักลง ทุนที่ต้องการลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้มีบริษัทต่างชาติหลายบริษัทเข้ามาเช่าพื้นที่ สำนักงานในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆในประเทศไทย ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์และอสังหาฯพาณิชย์อื่นๆของไทยเรา โดยอัตโนมัติ และในอนาคตหากการเปิดเสรี AEC เริ่มอย่างเป็นทางการ เส้นทางการค้าสนามชายแดนที่ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ จะยิ่งได้รับอานิสงค์จากการลงทุนในพื้นชายแดนมากขึ้น” นักวิเคราะห์ จาก คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิคดูเหมือนจะเดิน หน้าร่วมทางกันไปได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสถานการณ์การเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศยังคง เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ยังทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าทุ่มเต็มที่ ซึ่งในมุมของนักวิเคราะห์แล้วสำหรับประเด็นในเรื่องดังกล่าวยังคงต้องอยู่ ระหว่าง “ปรับตัวเข้าหากัน” เพราะในอดีต ประวัติศาสตร์แต่ละชาติในเอเชียอาคเนย์ต่างมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด มาตลอดหลายร้อยปี ซึ่งในแผ่นดินสุวรรณภูมินี้แทบทุกชาติล้วนเคยตกอยู่ทั้งในสถานะผู้แพ้และผู้ ชนะกันมาแล้วนับไม่ถ้วน

แต่ในยุคที่การเมืองและเศรษฐกิจก้าวขึ้นมามีบทบาทนำหน้าการทหาร พร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้ศัตรูในอดีตต่างต้องวางอาวุธและหันมาสมานฉันท์กันเพื่อก้าวข้ามหลุม พรางของอดีต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงก้าวสำคัญที่จะสร้างสันติสุขในแผ่นดินอา เซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาประเทศของตนเองอย่างยั่งยืนอีกด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s