ข่าวดีผู้ซื้อบ้าน!! กนง.ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% นักวิเคราะห์ยังห่วงฟองสบู่อสังหาฯ

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับการประกาศปรับลด ดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ซึ่งหลายฝ่ายต่างคาดคะเนกันไปคนละทิศละทางว่า การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จะมีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ โดยเฉพาะในฝั่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แม้ว่าผู้บริโภคจะได้ผลประโยชน์จาก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง แต่ความเสี่ยงจากการก่อหนี้ภาคครัวเรือนอาจจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นจนอาจจะเป็น ชนวนไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ของประเทศและการก้าวขาเข้าสู่วิกฤตฟองสบู่ ของตลาดอสังหาฯไทย

หลังจากที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ประกาศฟันธงลดดอกเบี้ยนโยบายลงทันที 0.25% ฟีดแบ็คจากตลาดหลักทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย นักวิเคราะห์จาก บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงช่วงระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานในภาพรวมแล้ว คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะช่วยผลักดันให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวจากการ ขยายตัวของสินเชื่อทั้งในภาคประชาชนและภาคเอกชน

“แม้ ว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ ของภาคประชาชนและเอกชนในประเทศมากขึ้น แต่ภาคธนาคารอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่กำลังมีความเสี่ยง เช่น การเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้าหากความต้องการสินเชื่อดังกล่าวสูงเกินไป ธปท.อาจจะต้องออกมาตรการคู่ขนานเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น” วรพล วิรุฬห์ศรี นักวิเคราะห์จาก บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

ด้าน สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยหลัง กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงนั้น นักวิเคราะห์ประเมินว่า จะส่งผลดีต่อภาคประชาชนในแง่ที่ว่าจะช่วยลดอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อลงได้ เป็นบางส่วน และอาจจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยในระยะสั้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่ในช่วงลังเลและยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ

“กลุ่มผู้บริโภคในระดับกลาง-ล่าง จะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อการปรับดอกเบี้ยในครั้งนี้สูงกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายลงจะมีผลต่อการปรับ MLR ประมาณ 0.125-0.25% ซึ่งการแม้ว่าอาจจะไม่มีผลมากนักต่อค่าใช้จ่ายเงินผ่อนต่อเดือน แต่คาดว่าจะมีผลในเชิงจิตวิทยามากกว่า และจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อในระยะยาว” เติมพร ตันติวิวัฒน์ นักวิเคราะห์จาก บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

ทั้งนี้ ในอีกมุมหนึ่งอาจจะมองได้ว่า ผลจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ที่อาจจะให้ผลตอบแทนไม่จูงใจมากพอ ส่งผลให้นักลงทุนอาจจะนำเงินไปลงทุนในตลาดอื่น โดยเฉพาะการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่ผลต่างของการซื้อขายเปลี่ยนมือนั้นมีมูลค่าที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ประเภทต่างๆ

“อสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง จะเป็นเป้าให้กลุ่มนักลงทุนพุ่งเข้าใส่มากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ดังนั้น โอกาสที่การซื้อขายเปลี่ยนมืออสังหาฯในช่วงนี้อาจจะมีให้เห็นมากขึ้น และอาจจะเป็นไปได้ที่โครงการคอนโดมิเนียมจะทยอยเข้าสู่ตลาดมากเป็น ประวัติการณ์ในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลางล่าง หรือระดับราคาประมาณ 1-2 ล้านบาท ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด”


อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยยังเป็นไปในทิศทางบวก มากกว่าลบไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปี ซึ่งแม้ว่าจะมีความเสี่ยงฟองสบู่มาให้เห็นประปราย แต่โอกาสของการเติบโตในระยะยาวยังคงสดใส เพราะอานิสงส์จากการขยายตัวทางการลงทุนโครงสร้างคมนาคมขนาดใหญ่และการรวม ประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เดินหน้าต่อไปได้ แม้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคท่ามกล่างความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกภายนอกก็ตาม

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s