จับตาอาเซียนสู่ AEC : จับตา 5 ประเทศที่เปิดทางให้นักลงทุน กระโดดข้ามกำแพงภาษีก่อนเปิดเสรี AEC !

เป็นที่รู้กันดีว่าในปี 2558 ที่จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็มีหลายประเทศได้พยายามปรับตัวและเปิดโอกาสให้มีการลงทุน และการพัฒนาธุรกิจต่างๆภายในประเทศของตนเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ซึ่งแม้ว่าเส้นทางนักลงทุนดูเหมือนจะถูกปูทางอย่างเชื้อเชิญ แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีอุปสรรคที่รอคอยนักลงทุนอีกไม่น้อยอยู่สุดถนนนั้น เช่นกัน

ภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนยังมีทิศทางที่ดี เนื่องจากมีการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระดับหนึ่ง และจากประสบการณ์วิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้หลายประเทศต่างหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศของตน เองมากขึ้น แต่แล้วจากกระแสการรวมกลุ่มสมาชิกประเทศเพื่อเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีน้องใหม่ อย่าง AEC ทำให้แต่ละประเทศต้องเพิ่มนโยบายในการลงทุนจากกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ มากขึ้น โดยเฉพาะการกระตุ้นการลงทุนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายระบบคมนาคมพื้นฐาน รวมทั้งการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์

จากข้อมูลรายงานการสัมมนาเรื่อง โอกาสในการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน เผยว่า จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ กฏระเบียบด้านการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะข้อมูลล่าสุดด้านภาษีกับกฎระเบียบอื่นๆของประเทศสำคัญๆในอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งมุมมองจากนักลงทุนในประเทศไทยต่างชี้ชัดไปในแนวทางเดียวกันว่า ขณะนี้กลุ่มประเทศที่กล่าวมาข้างต้นเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีกฎหมายและมาตรการสนับสนุนอื่นๆที่เอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุน จากต่างชาติ

“การลงทุนในต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาฟันธงให้ชัดก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนในต่างถิ่นก็ คือ ประเภทของธุรกิจ กฎหมายต่างๆ และพื้นฐานด้านภาษีของชาตินั้นๆ ซึ่งสำหรับในกลุ่มประเทศที่ถูกจัดอันดับให้น่าสนใจและเหมาะสมในการเข้าไปลง ทุนมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งไทยเรา ที่มีมาตรการจูงใจด้านภาษีและศักยภาพของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งการออกมาตรการจูงใจด้านภาษีและการลดกฎเกณฑ์ความเข้มงวดในด้านกฎหมายการ ลงทุนในธุรกิจบางประเภท จะช่วยเรียกความสนใจและสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนได้ มากขึ้นในระดับหนึ่ง” นายสุภศักด์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ (ประเทศไทย) กล่าว

สำหรับมาตรการด้านภาษีที่ประเทศต่างๆพยายามปรับกฎเกณฑ์และความเข้มงวดลง ได้แก่ การประกาศใช้ Foreign Investment Law หรือ กฎหมายการลงทุนของชาวต่างชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ของประเทศพม่า โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติ ลงทุนได้ 100 % ในหลายๆกิจการ ขณะที่เวียดนามก็มีการสร้างแรงจูงใจด้านภาษีสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ภาษีนำเข้า ไปจนถึงการหักลดหย่อนเพื่อการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในยามที่เรากำลังมุ่งไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน รัฐบาลของหลายๆประเทศได้มีการดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อที่จะทำให้เกิดการ รวมประเทศอาเซียนในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็น ประชาชน สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อหลอมรวมกลุ่มชาติสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจที่ในอนาคตเราจะเห็นสัญญาณการเคลื่อนย้ายของเงิน ลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจ ขยายกำลังการผลิต หรือกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศสมาชิกมากขึ้น

ดังนั้น การรุกคืบของการลงทุน หรือกิจกรรมการควบรวมธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มจะมาก ขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า การก้าวเข้าสู่เออีซี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจไทยและผู้ประกอบการธุรกิจทั่ว อาเซียนในการก้าวสู่เวทีโลก และในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการจากทั่วโลกที่จะขยาย การลงทุนเข้าสู่บ้านของเราด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่เตรียมพร้อมในการเดินหน้ารุกและวางแผนตั้งรับทั้งใน ด้านการลงทุนและการดำเนินธุรกิจต่างๆตั้งแต่ตอนนี้ กว่าจะเปิดเสรี AEC ก็อาจจะเสียโอกาสในการลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s