ผู้ประกอบการชักหวั่นปัจจัยเสี่ยง แตะเบรก ตจว. กลับมาเลาะแนวขยายรถไฟฟ้า หวังเก็บตกอุปสงค์ชานเมือง

ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน ความจริงอันประเสริฐนี้พิสูจน์คุณค่าของความหมายในตัวเองมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในสถานการณ์ที่มีตัวแปรด้านลบเกิดขึ้นมากกว่าตัวแปรด้านบวก โอกาสของความเสี่ยงก็ยิ่งมีมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่สถานการณ์ต่างๆล้วนไม่เป็นใจ จนทำให้ปัจจัยเสี่ยงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าก้าวขาต่อไปอย่างมั่นใจเหมือนในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

แรงกระเพื่อมในฝั่งการเมือง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัจจัยเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นจนหลายธุรกิจต้องออกแรงเบรกตัวโก่ง เพราะหลายโครงการที่ทำท่าจะวิ่งฉิวผ่านฉลุยกลับติดไฟแดงชะงักเอาดื้อๆ ซึ่งสำหรับในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฝากความหวังไว้กับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระดับแสนล้านตอนนี้ต้องลุ้นกันยาวๆแทนว่า โครงการทั้งหลายจะกะพริบออกเป็นไฟเขียว ณ เวลาใด ทำให้ตลาดอสังหาฯในต่างจังหวัดส่วนใหญ่พร้อมใจกันชะลอการเปิดโครงการใหม่และเน้นสานต่อโครงการเก่าเพื่อรอจังหวะและโอกาสที่ปลอดโปร่งกว่านี้

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เผยว่า แนวโน้มของสภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภค และลงทุนภาคเอกชน ที่ต่างเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุหลักอาจจะเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ จึงส่งผลให้ภาวะการลงทุนในครึ่งปีหลังนี้จะยังมีความผันผวนต่อไป

“ความล่าช้าของโครงการเมกะโปรเจ็คต์ของภาครัฐ จะทำให้เม็ดเงินการลงทุนไม่ออกสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเมื่อผนวกกับความวุ่นวายทางการเมือง จะส่งผลลบต่อนักลงทุนที่ขาดความเชื่อมั่น และส่งผลต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ด้านผลกระทบในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยนั้น นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด เผยว่า ปริมาณอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่ในเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีโครงการเปิดขายใหม่ลดลง 3% ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่เปิดขายนั้นเป็นสัดส่วนของแนวราบมากกว่าแนวสูง และส่วนใหญ่จะเป็นโครงการในทำเลชานเมืองและจังหวัดปริมณฑล

“ผู้ประกอบการกลับมาทำตลาดแนวราบในสัดส่วนที่มากกว่า และส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เช่น ถนนพระราม 2 และถนนพระราม 5 เป็นต้น ซึ่งโครงการที่ตั้งในทำเลดังกล่าวจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวเป็นหลัก แต่สำหรับโครงการทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ชานเมืองและจังหวัดปริมณฑล อาทิ ถนนปทุมสายใน ถนนพหลโยธิน-นวนคร ถนนนเศรษฐกิจ ถนนติวานนท์ ถนนลำโพ ถนนบางนา-ตราด และเลียบคลอง 2 เป็นต้น” นายโสภณ กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ นายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด ที่มองว่า ทำเลย่านพระราม 2 เป็นทำเลหลักที่น่าลงทุนสำหรับย่านกรุงเทพฯรอบนอก เพราะมีทิศทางการเติบโตในทางที่ดี เนื่องจากเป็นจุดกึ่งกลางของการเดินทางเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ที่สามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวกตั้งแต่บางขุนเทียนจนถึงสมุทรสาคร

“ปัจจัยด้านการขยายและเพิ่มความสะดวกสบายของระบบสาธารณูปโภคด้านคมนาคมก็เป็นอีกหนึ่งพลังผลักดันการเติบโตโครงการอสังหาฯต่างๆในย่านชานเมืองรอบนอก โดยเฉพาะในส่วนของตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่ยังมีกำลังซื้อหลักรองรับตลาดนี้อยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 22-27% ซึ่งคาดว่าหากมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งช่วยให้ทำเลดังกล่าวสามารถเพิ่มศักยภาพในตัวเองได้อีกมาก”

โดย บมจ.แสนสิริ ที่สลับกลับมาทำตลาดแนวราบอีกครั้ง ก็มองว่า การลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ เป็นการเติมเต็มการทำตลาดอสังหาฯให้ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นท์มากขึ้น โดย นายเมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า กลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยในระดับราคา 1.5-3 ล้านบาท ในทำเลย่านชานเมืองที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ยังเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โครงการอสังหาฯแนวราบเป็นตลาดที่มีเซกเม้นท์ทางการตลาดใหญ่มาก โดยเฉพาะในระดับราคา 1.5- 3 ล้านบาท ซึ่ง บริษัท แสนสิริฯ มองเห็นช่องว่างทางการตลาดในเซกเมนต์นี้ จึงได้เน้นขยายฐานลูกค้า โดยเลือกทำเลที่มีดีมานด์สูง ทั้งในทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ราชการ และแหล่งเมืองเก่า เป็นทำเลหลักในการเจาะตลาดลูกค้าดังกล่าว”นายเมธา กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทำให้โครงการอสังหาฯในย่านชานเมืองรอบนอกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น สาเหตุหลักคือ การขยายตัวของโครงการระบบขนส่งมวลชนรอบทิศทาง ทั้งการขยายเส้นทางถนนและโครงการรถไฟฟ้าที่ทำให้การเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการขยายตัวของสิ่งอำนวยความสะดวก ห้างสรรพสินค้าที่ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในตัวเมืองชั้นในเหมือนเมื่อก่อน ก่อให้เกิดการขยายตัวของเมืองและผลักดันให้ที่อยู่อาศัยในแถบชานเมืองมีการขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ปัญหาการจราจรที่แออัดในย่านใจกลางกรุง ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบที่ไปช่วยเสริมให้ความต้องการที่อยู่อาศัยที่ห่างจากเมืองไม่มาก แต่เดินทางสะดวกได้มีโอกาสแจ้งเกิดและมีการขยายตัวมากขึ้นตามกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยลบข้อนี้แม้จะเป็นข้อเสีย แต่หากนำมาใช้ให้ถูกวิธีก็อาจจะกลายเป็น “ยาดี” ที่ช่วยเสริมแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกอาการสำนึกรักบ้านเกิดและคืนสู่เหย้าได้อีกครั้งโดยไม่ต้องรอให้โครงการรถไฟความเร็วสูงสร้างเสร็จตัดผ่านหน้าบ้านให้เสียเวลา!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s