ไขกุญแจ..“วิกฤตแรงงานก่อสร้าง” โอด…ขอ 5 ข้อปลดล๊อค!!รับเหมาก่อสร้างไทย!

กลายเป็นปัญหาเรื้อรังไปเสียแล้วสำหรับ “วิกฤตแรงงานขาดแคลน” ที่แม้ว่าบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างพยายามอุดรอยแผลแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ทว่าวิกฤตแรงงานก็ยังไม่คลี่คลาย แถมในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นมา บรรดาวัสดุก่อสร้างต่างทยอยปรับขึ้นราคา ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวนไม่น้อยที่ต้องแบกภาระต้นทุนจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตทางการเงินและสภาพคล่องได้ โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆที่กินระยะเวลานานเป็นปีๆ

ปัญหาคาใจที่สั่งสมในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมานานนับปีนอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตแรงงานขาดแคลนแล้ว ยังต้องรับมือกับต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีการประมูลงานและดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่สามารถเดินหน้าก่อสร้างอย่างเต็มกำลังได้ เนื่องจากบางรายเกิดอาการกระตุกจากสถานะทางการเงินและสภาพคล่องจากการแบกรับต้นทุนรอบทิศ

นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า นับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้มีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อคนต่อวัน ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างต้องรับมือกับวิกฤต “ขาดแคลนแรงงาน” อย่างหนักหน่วง จากการไหลออกของแรงงานในตลาดก่อสร้างไปสู่ตลาดวิชาชีพอื่น ซึ่งแม้ว่าผู้รับเหมาฯหลายรายได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มเงินค่าจ้างให้สูงกว่า 300 บาท แต่แรงงานส่วนใหญ่ก็ยังเทไปอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากกว่าอยู่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดโรงงาน

“ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีเจตนาที่ดี ที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของพี่น้องเราในระดับแรงงาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้ศึกษาให้ลึกลงไป คือความจริงที่ว่า ในขณะที่ค่าแรงงานทั่วประเทศอยู่ระดับ 200 บาทเศษ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างจ้างงานแรงงานคนไทยที่มีคุณภาพเกินกว่า 300 บาทอยู่แล้ว ความต่างของค่าแรงนี้ ทำให้ไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่เมื่อขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ แรงงานหายไปจากตลาดก่อสร้างไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทำงานสบายกว่าเช่นโรงงาน จึงต้องมีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทนและต้องจ่ายค่าแรงอัตราเดียวกับแรงงานไทย แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากแรงงานไทยเป็นแรงงานคุณภาพ ในขณะที่แรงงานต่างด้าว ยังขาดทักษะทั้งด้านการสื่อสาร ทักษะด้านความปลอดภัย รวมไปถึงระเบียบวินัยและคุณภาพฝีมือ” นายอังสุรัสมิ์ กล่าว

โดย จากข้อมูลข้อเสนอแนะและคำร้องเรียนที่ผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศส่งถึง “สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงต้องการการเยียวยาจากผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ของภาครัฐ ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อต้นทุนการจ้างแรงงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลทำให้วัสดุก่อสร้างราคาสูงขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากผู้ผลิตสินค้าใช้แรงงานวนเวียนเป็นห่วงโซ่อยู่เช่นกัน

“ทางสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ได้ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อหาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไข ซึ่งทุกเรื่องเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะทุกมาตรการทุกนโยบายของภาครัฐ บรรดาผู้รับเหมาต่างๆล้วนแต่ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศนี้ด้วย แต่ทางสมาคมฯก็ได้รับคำร้องเรียนจากสมาชิกและผู้ประกอบการก่อสร้างในประเทศไทยจำนวนมากถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทนี้ และยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มโครงการที่มีการประมูลไปก่อนหน้าที่จะมีการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งหากรัฐบาลไม่เร่งหามาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้างนับล้านล้านบาทจะได้รับผลกระทบจนอาจทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงและแพร่ขยายไปในวงกว้างจนยากจะแก้ในอนาคต” นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ กล่าว

ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้สรุปข้อเสนอเพื่อขอให้รัฐบาลให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นเป็นมาตรการเร่งด่วน 5 ข้อ ดังนี้

1. ให้ภาครัฐลดเพดานการหัก Escalation Factor จาก +4 เปอร์เซ็นต์ เป็น +2 เปอร์เซ็นต์ เป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในระหว่างการปรับตัวเพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน

2. ขอให้ผู้ประกอบการก่อสร้างสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ไปยังโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ผู้ประกอบการกำลังก่อสร้างอยู่ โดยสามารถเคลื่อนย้ายได้ทั่วประเทศ เพื่อลดปัญหาความขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง

3. ขอขยายอายุสัญญางานก่อสร้างภาครัฐ ทั่วประเทศ 180 วัน ทั้งนี้เพราะผลกระทบการขาดแคลนแรงงานรุนแรงจึงทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งมอบงานตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขการส่งมอบได้

4. ขอให้หน่วยงานราชการใช้ค่าปรับรายวันในอัตราตายตัว 0.01 เปอร์เซ็นต์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจากผลกระทบการขาดแคลนแรงงาน

5. ให้ผู้ประกอบการก่อสร้างสามารถประกันผลงานของตนเองได้เมื่อผลงานก่อสร้างนั้นผ่านไปแล้ว 6 เดือน โดยไม่ต้องใช้ค้ำประกันจากธนาคาร เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารและเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน

โดยมาตรการเร่งด่วนทั้ง 5 ข้อนี้ ทางสมาคมฯจะยื่นเรื่องขอให้มีผลกับสัญญาทุกสัญญาที่มีนิติสัมพันธ์กับภาครัฐช่วงระหว่างวันที่ 1 เม.ย.55 – 22 เม.ย. 56 ซึ่งหลังจากนี้ทางสมาคมฯจะได้นัดหมายเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อท่านนายกรัฐมนตรีต่อไป และเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้ง 5 ข้อ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความคล่องตัวและสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ร่วมถึงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีคุณภาพได้

ทั้งนี้ในปี 2555 อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีอัตราการเติบโต 17.3 เปอร์เซ็นต์มูลค่ารวมประมาณ 927,940 ล้านบาท และสำหรับปี 2556 นี้ อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 8.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าการลงทุนของภาคการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 990,000 ล้านบาท และมีแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ 2.8 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวประมาณ 200,000 คน ซึ่งจากอัตราค่าจ้างแรงงานทั้งหมดนี้จะคิดเป็นต้นทุนในการก่อสร้างประมาณ 25%

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในขณะนี้ คงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยง “วิกฤตขาดแคลนแรงงาน” ไปได้ เนื่องจากรัฐบาลมีแผนสำหรับโครงการก่อสร้างและพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหามาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่ทางสมาคมฯเสนอแนวทางแก้ไขในระยะเร่งด่วนและดำเนินการต่อเนื่อง

แต่ทั้งนี้ หัวใจหลักที่ผู้รับเหมาเทคะแนนขอโหวตให้ภาครัฐรีบจัดมาก่อน 4 อันดับแรกเลย ก็คือ ปลดล็อกการนำเข้าแรงงานต่างด้าวและการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างรวดเร็ว , สนับสนุนการฝึกฝนฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพเพื่อยกระดับค่าแรง , ปรับหลักเกณฑ์ในการคิดราคากลางการก่อสร้างก็ตั้งปรับให้เหมาะสมสะท้อนความเป็นจริง และประการสุดท้าย สำหรับการประมูลงานภาครัฐ รัฐบาลควรมีการกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างที่เหมาะสมกับงาน

ซึ่งจากข้อเสนอทั้งหมดทั้งมวลนี้ สุดท้ายแล้วก็เชื่อว่า …สิ่งที่สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯต้องการมากที่สุดก็คือ การสร้างมาตรฐานให้กับวงการรับเหมาก่อสร้างไทย ไม่ให้เกิดข้อเสียเปรียบในเรื่องการใช้แรงงาน ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันเราจะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการก่อสร้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยปลดล็อคปัญหาได้อย่างชะงัดก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้วงการรับเหมาก่อสร้างไทยเดินหน้าต่อไปได้ด้วยคุณภาพ และมีประสิทธิภาพมากพอที่จะแข่งขันในเวทีสากลเมื่อมีการเปิด AEC ในปี 2558

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s