อสังหาฯรายย่อย เสี่ยงขาดแรงงาน

สภาพผู้รับเหมา และแรงงานก่อสร้างขาดแคลน กำลังก่อเป็นปัญหาใหญ่ของบริษัทพัฒนาที่ดิน กับผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหานี้แล้ว สะท้อนภาพออกมาในหลายรูปแบบ ทั้งการเลื่อนโอนออกไปจากกำหนดเดิมอย่างต่ำ 6 เดือน หรือจนเป็นเหตุให้โครงการที่เปิดขายไปแล้วไม่สามารถก่อสร้างได้ ที่ต้องคืนเงินจองให้ลูกค้า และหยุดการขายแบบเงียบๆ ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว ไม่เฉพาะแค่ปัญหาขาดแคลนแรงงาน การที่สถาบันเข้มงวดการปล่อยกู้สินเชื่อโครงการ เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง

ด้านกรณีโครงการ “ดิ เอคโค่ คอนโด” ของบริษัท ภิรมย์แลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ถนนศรีนครินทร์ ติดกับโรงแรม โนโวเทล บางนาซึ่งได้ประกาศคืนเงินจอง เงินดาวน์พร้อมดอกเบี้ยให้กับลูกค้า หลังเปิดขายมาได้ปีเศษ และมียอดขายแล้วถึง 70% โดยรูปแบบโครงการ เป็นคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวนทั้งสิ้น 501 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.3 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างเดิมกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2557 ฝ่ายขายของโครงการดิ เอคโค่ คอนโด ระบุว่า เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้หยุดขายและทยอยคืนเงินจอง เงินดาวน์ พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ตามกฎหมาย ให้กับลูกค้า ที่ซื้อห้องชุดดิ เอคโค่ คอนโด อันเนื่องมาจาก ติดปัญหาในเรื่องของการขอใบอนุญาตก่อสร้าง และที่สำคัญ การไม่สามารถหาผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการได้ จึงเกรงว่าจะทำให้การส่งมอบห้องชุดให้ลูกค้าไม่ได้ตามกำหนด หรืออาจจะล่าช้ากว่ากำหนดเดิมออกไปถึง 1-2 ปี จากที่คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จปลายปี2557 โดยการดำเนินงานก่อสร้างล่าช้ามาระยะหนึ่งแล้ว โดยดิ เอคโค่ เปิดขายมาประมาณ 1 ปีกว่า ก่อนที่ทางผู้บริหารตัดสินใจคืนเงินจอง-เงินดาวน์ให้ลูกค้า มียอดขายแล้วประมาณ 300 ยูนิต

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวิรัตน์ เอี้ยวอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือเคเอ็มซี ให้สัมภาษณ์ว่า มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาเสนอขายหลายโครงการ โดยปีที่ผ่านมาเคเอ็มซีได้ซื้อโครงการที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการท้องถิ่นในภูเก็ต มูลค่า 200-300 ล้านบาท มาพัฒนาต่อแล้ว 1 โครงการ โดยจะเลือกซื้อโครงการที่มีศักยภาพ แต่เจ้าของเดิมขาดสภาพคล่อง ล่าสุดได้ซื้อโครงการคอนโดมิเนียมคลาเซ่ อาร์ซีเอ รัชดาฯ-พระราม 9 ผ่านการซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท วิทูรธนากร ซึ่งเป็น เจ้าของเดิม และเป็นบริษัทลูกของโรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9 ด้วยมูลค่า 700-800 ล้านบาท พื้นที่ 18 ไร่ เจ้าของเดิมได้พัฒนาเฟสแรกไปแล้ว 4-5 ไร่ จำนวน4 อาคาร รวม 630 ยูนิต ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด และขายไปแล้วประมาณ 171 ยูนิต ทั้งนี้ กลุ่มเคเอ็มซี รับมาขายต่อส่วนที่เหลืออีก 459 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,100 ล้านบาท พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เดอะ คริส เอ็กซ์ตร้า พระราม 9 ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท

ด้าน นายชัยรัตน์ โกวิทจินดาชัย ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดเป้ายอดขายในปี 2556 เหลือ 3,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 3,500 ล้านบาท เนื่องจาก การก่อสร้างโครงการเกิดความล่าช้าไป 3 เดือน จากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทำให้แผนการเปิดโครงการต้องเลื่อนออกไป และกระทบต่อการโอนของลูกค้า ส่งผลให้ยอดการรับรู้รายได้ของบริษัทลดลง ส่วนรายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 2,900 ล้านบาท หลังจากที่ได้ทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดไปแล้วในปีที่ผ่านมา ในส่วนแผนงานช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทเตรียมจะเปิด 2 โครงการใหม่ในไตรมาส 4 จากแผนทั้งปี 6 โครงการ มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยช่วงต้นปีเปิดแล้ว 1 โครงการ และเดือน ส.ค. 3 โครงการ ซึ่งทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปีถัดไป และจะเปิดอีก 2 โครงการในช่วงไตรมาส 4

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เผยว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมดูลดความร้อนแรงลง เป็นผลจากการที่แรงงานขาดแคลน ผู้รับเหมาหายาก ทำให้โครงการที่เปิดตัวไปแล้ว สร้างเสร็จไม่ทันส่งมอบตามกำหนด ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งเคลียร์ปัญหาเรื่องก่อสร้างโครงการเก่าให้เรียบร้อยก่อน เพื่อเร่งส่งมอบ ส่งผลให้การเปิดตัวโครงการใหม่ ต้องระมัดระวังมากขึ้น”เวลานี้โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ ถ้ายังไม่ได้ผู้รับเหมา ผู้ประกอบการไม่กล้าเปิดตัวเลย เพราะกังวลว่า เปิดตัวไปแล้ว ขายได้ อาจจะสร้างไม่ได้ หรือสร้างล่าช้า”

 

นายวิโรจน์ เจริญตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ ผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้าน เผยว่า สถานการณ์แย่งตัวผู้รับเหมายังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ต่างตั้งเป้าขยายโครงการใหม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายค่ายปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา ด้วยการเสนอจ่ายค่าก่อสร้างล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% ของมูลค่าก่อสร้างทั้งหมดเป็น 20% หรือบางรายเสนอให้สูงถึง 30%

“ผู้รับเหมาเองก็ต้องลดความเสี่ยงตัวเอง เพราะหากรับงานมาแล้วไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้า แม้จะได้รับตัวโครงการแทนเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่านัก สำหรับภาพรวมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะการมีโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ จะยิ่งทำให้ภาคผู้รับเหมาคึกคักต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่ากลุ่มธุรกิจรับเหมาจะยังสดใสไปอีกอย่างน้อย 3-5 ปี ส่วนกลุ่มพรีบิลท์ปัจจุบันมีงานก่อสร้างในมือ (Backlog) อยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จะสามารถทยอยรับรู้รายได้ปีนี้ 4,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปี 2557 และปี 2558” นายวิโรจน์ กล่าว

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s