12 จังหวัด 12 พื้นที่ศักยภาพการลงทุนอสังหาฯ ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าก่อนเปิด AEC

กำลังเข้มข้นทีเดียวสำหรับการพิจารณาร่าง พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงรัฐบาลและฝ่ายค้านเท่านั้นที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด แต่ฝั่งนักธุรกิจ ผู้ประกอบการอสังหาฯ รวมไปถึงนักลงทุนทั้งหลายต่างก็จับตาการพิจารณาร่างฯในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการพิจารณาร่างฯในครั้งนี้อาจจะเป็นการตัดสินว่าโครงการเมกะโปรเจ็คต์ทั้งหลายจะได้ไฟเขียวหรือไม่

โครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางระบบรางและเส้นทางเดินรถเพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางเครือข่ายโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน ทำให้รัฐบาลถูกจับตาเป็นพิเศษโดยเฉพาะในเรื่องวงเงินงบประมาณของโครงการดังกล่าว ส่งผลให้การพิจารณาร่าง พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ยังไม่ผ่านวาระออกมาให้ฝั่งนักลงทุนได้เฮกันอย่างเต็มที่ แต่ถึงกระนั้นฝั่งนักวิเคราะห์ก็ประเมินกันว่า หากร่างฯดังกล่าวไฟเขียวเมื่อไหร่อาจได้เห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาคธุรกิจ

จากงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “2 ล้านล้านบาท MEGA Project พลิกโฉมอสังหาฯ ไทย” โดย 4 กูรูวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย อันได้แก่ คุณพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ จากสมาคมอสังหาริมทรัพย์ , คุณอภิชาต จูตระกูล จาก บมจ.แสนสิริ , คุณนริศ เชยกลิ่น จาก บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา และ คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย จาก บมจ.ธนาคารกสิกรไทย รวมถึง รศ.ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมเสวนาเปิดมุมมองและทิศทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยที่จะมาพร้อมกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

โดยนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย เผยว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นหนึ่งปัจจัยหลักสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก และที่สำคัญการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบในเวที AEC ที่จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจและการค้าในอาเซียน

“การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน หรือ AEC ทำให้ตลาดเปิดกว้างทั้งในด้านโอกาสการค้าและการลงทุน ซึ่งสำหรับในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และไทยที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มียุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในอาเซียน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีโอกาสขยายตัวไปตามพื้นที่ศักยภาพตามแนวการค้าระหว่างประเทศได้อย่างครอบคลุมและรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคตได้เป็นอย่างดี”

โดยพื้นที่ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นจังหวัดแถวหน้าของทำเลศักยภาพที่พร้อมรองรับตลาดการค้าและการลงทุนภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC มีทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่

– จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดชายแดนสามเหลี่ยมทองคำที่สามารถเชื่อมต่อได้กับทั้งประเทศลาวและพม่า นอกจากนี้ยังมีระบบการคมนาคมที่หลากหลายทั้งทางบกและทางอากาศ ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

– จังหวัดหนองคาย, มุกดาหาร, อุบลราชธานี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มจังหวัดริมโขงและมีเส้นทางเชื่อมระหว่างประเทศไทยและลาว โดยมีด่านชายแดนที่สำคัญได้แก่ ด่านช่องเม็ก คือ ด่านชายแดน ไทย (อุบลฯ) – ลาว(ปากเซ ลาวใต้), สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ จังหวัดมุกดาหาร และหนองคาย

– จังหวัดตราด หนึ่งเดียวในภาคตะวันออกที่ครบเครื่องทั้งในด้านการเชื่อมต่อทางบกและทางเรือ โดยมีจุดผ่านแดนชายแดนไทย-กัมพูชาถาวร และเป็นเส้นทางระยะใกล้ที่สามารถเดินทางต่อไปยังประเทศเวียดนามได้อย่างสะดวก

– จังหวัดตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สามจังหวัดนี้มีจุดเด่นในด้านการเชื่อมต่อการค้ากับประเทศพม่า โดยเฉพาะจังหวัดตาก ที่มูลค้าเศรษฐกิจการค้าชายแดนพุ่งสูงทะลุเพดานมาหลายปี นอกจากนี้ ทางฝั่งประจวบยังมีท่าเรือน้ำลึกที่เป็นจุดแข็งในด้านการค้าและการขนส่งสำคัญที่เชื่อมต่อกับพม่าและกลุ่มประเทศในเอเชียใต้

– จังหวัดระนอง สงขลา นราธิวาส ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ เพราะสามารถเชื่อมต่อกับทั้งพม่าและมาเลเซีย นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่การค้าชายแดนที่สำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ

ทั้งนี้ นอกจากข้อได้เปรียบในด้านพรมแดนของทั้ง 12 จังหวัดที่กล่าวมาแล้ว ทั้ง 12 จังหวัดดังกล่าวยังเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัวที่สูง และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของภาครัฐด้วย ซึ่งปัจจัยบวกเหล่านี้เอื้อต่อการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างจังหวัดมากที่สุด เพราะมีศักยภาพพร้อมรองรับการลงทุนและการค้าหลังจากเปิดเสรี AEC ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มแนวการค้าชายแดนจะมีโอกาสเติบโตได้ดีรองรับ AEC ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่สำหรับในตลาดอสังหาฯในประเทศแล้ว กลุ่มจังหวัดหัวเมืองรอง ก็น่าจับตาไม่แพ้กันโดยเฉพาะในกลุ่มพื้นที่ที่มีปริมาณประชากรหนาแน่นและมีแหล่งท่องเที่ยวรวมถึงสถานศึกษาขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

“หัวเมืองหลักในระดับภูมิภาคที่แม้จะไม่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อัตราการเติบโตของประชากรเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งมีปัจจัยบวกจากโครงการรถไฟความเร็วสูง ทำให้จังหวัดในกลุ่มภาคกลางและกลุ่มหัวเมืองตามภูมิภาค ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการในประเทศที่จะเข้าไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่าหัวเมืองหลักทางการค้าชายแดน โดยกลุ่มจังหวัดหัวเมืองสำคัญๆได้แก่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครสวรรค์ ปราจีนบุรี นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง อุดรธานี ราชบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เพชรบุรี และ ยะลา” เป็นต้น

ทั้งนี้ จากอัตราการการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดที่กำลังขยายตัวตามการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้มีกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่และกลุ่มนักลงทุน ทำให้แนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ตามหัวเมืองหลัก-เมืองรอง ค่อนข้างจะสดใสรอรับ AEC ในปี 2558

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อีกหนึ่งปัจจัยบวกสำคัญอย่างโครงการก่อสร้างระบบคมนาคมที่ยังคงพ่วงอยู่ในการพิจารณาร่าง พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่ได้บทสรุปในเร็ววัน อาจจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่น้อย เพราะอนาคตของโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่รอผลสรุปด้วยทั้งหลาย โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงอาจต้องลุ้นกันตัวโก่ง เพราะจะอยู่หรือไป ….ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนทั้งหลายต่างช่วยกันลุ้น เพราะนี่คือตัวตัดสินว่า การลงทุนที่ลงหว่านเมล็ดลงไปแล้วจะงอกเงยหรือง่อนแง่น !! 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s