“โครงการล่าช้า-แรงงานขาดแคลน-ทิ้งดาวน์” เส้นแบ่งความเสี่ยงแซงหน้า “วิกฤตน้ำท่วม”

น้ำท่วมในปีนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตอุทกภัยมากกว่าปีก่อน ซึ่งจากหลายโครงการได้มีการเตรียมป้องกันน้ำท่วมไว้หลายแผน แต่สิ่งที่เป็นที่วิตกกังวลอาจจะไม่ใช่เพียงเหตุการณ์น้ำท่วมเฉพาะหน้าเท่านั้น หากผลกระทบที่จะเกิดตามมาทั้งการก่อสร้างที่อาจจะล่าช้ากว่ากำหนด รวมไปถึงวิกฤตแรงงานที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น อาจจะส่งผลเสียหายรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำท่วมที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้

 

จากรายงานสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันถือว่ายังไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554-2555 โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจที่ยังสามารถรับมือกับระดับน้ำได้โดยยังไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในปัจจุบัน จังหวัดที่ได้รับความเสียหายล่าสุดอยู่ที่ 27 จังหวัด แต่จังหวัดที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ได้แก่ ปราจีนบุรี สุรินทร์ และ ศรีษะเกษ

โดยในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมที่เคยถูกน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2554 ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และ จังหวัดปทุมธานี ได้แก่ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี สวนอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นฐานการผลิต ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ และ ชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะนี้ยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ดังนั้น กลุ่มที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดคือ กลุ่มตลาดที่พักอาศัย ประเภทโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโครงการก่อสร้างล่าช้าและส่งมอบไม่ทันกำหนด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากวิกฤตแรงงานและผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม ที่ซ้ำเติมวิกฤตแรงงานในวงการรับเหมาก่อสร้างให้ขาดแคลนหนักขึ้นกว่าเดิม



“ความเสี่ยงของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ที่ต้องกังวลมากกว่าการเกิดอุทกภัย คือ ความล่าช้าในการส่งมอบโครงการ ปัญหาแรงงานขาดแคลนและการตรวจรับ อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือการทิ้งเงินดาวน์ รวมทั้งระดับอุปสงค์ที่คาดว่าจะอ่อนตัวในบาง segment เช่นคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงบน ซึ่งปัจจัยลบที่กล่าวมาทั้งหมดจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นหากวิกฤตน้ำท่วมไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว จนซ้ำรอยเดิมเหมือนปี 2554”
  ทีมวิเคราะห์จาก บมจ.เมย์แบงค์กิมเอ็งฯ กล่าว

ทั้งนี้ เติมพร ตันติวิวัฒน์ นักวิเคราะห์จากทีม MBKET Research บมจ.เมย์แบงค์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) เผยว่า ตลาดอสังหาฯในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี 2556 ยังไม่มีสัญญาณอันตรายซ้ำรอยปี 2554 เพราะเขตพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญยังไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากเหตุอุทกภัย นอกจากนี้ แนวทางการรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมของผู้ประกอบการอสังหาฯ ก็มีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น ซึ่งคาดว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะไม่ส่งผลต่อยอดขายและผลประกอบการรวมตลอดปี 2556

“เบื้องต้นเราประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะไม่รุนแรงเหมือนวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2554 โดยเฉพาะยอดขายและผลประกอบการของกลุ่มผู้นำในตลาดอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท , บมจ.แสนสิริ และ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ ที่น่าจะทำยอดพรีเซลล์ในตลาดรวมกันแตะระดับ 2.1 แสนล้านบาทได้ตามเป้า”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่สามารถพลิกวิกฤตจากเหตุน้ำท่วมให้มาเป็นโอกาสได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้าน ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง HOMPRO และ GLOBAL ต่างเตรียมสต๊อกสินค้าไว้ลุยตลาดอย่างเต็มที่ในช่วงไตรมาส 4 นี้ เพราะเป็นช่วงที่สินค้าป้องกันน้ำท่วม และสินค้าซ่อมแซมบ้านจะมียอดขายเพิ่มขึ้นสูงที่สุดทันทีหลังน้ำท่วมลดระดับลง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันจะยังไม่รุนแรงหนักหนาสาหัสเท่าเมื่อครั้งมหาอุทกภัย ปี 2554 แต่ก็ไม่ควรวางใจเร็วเกินไปนัก เพราะยังมีอิทธิพลจากพายุอีกระลอกที่จ่อเข้าไทยในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าผลกระทบจากอุทกภัยปีนี้จะไม่รุนแรงมากนัก เพื่อที่ตลาดอสังหาฯจะได้มีเวลาให้ฟื้นตัวจากมรสุมวิกฤตแรงงานขาดแคลน และปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจพัดที่ซัดกระหน่ำตลาดอสังหาฯจนเกือบซวนเซไม่ทะลุเป้าไปหลายราย…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s