ผู้ค้าเหล็กกัดฟันทนอีกเฮือก! รอ 2.2 ล้านล้าน ยาใจยามเหล็กเส้นล้นตลาด!

อาจจะถือว่าเป็นช่วงขาลงในรอบทศวรรษก็ว่าได้สำหรับการตลาดค้าเหล็กในประเทศไทย เพราะสถานการณ์เหล็กในตลาดโลกซบเซาอย่างต่อเนื่องจนพลอยทำให้ตลาดค้าเหล็กทั่วโลกซึมตามไปด้วยไม่เว้นแม้แต่ในฝั่งอาเซียนที่แม้จะมีการระดมโครงการก่อสร้างเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆอย่างมากมาย แต่ก็ไม่มากเพียงพอที่จะทำให้ตลาดเหล็กในประเทศคึกคักเหมือนกับสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทอื่นๆ

อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างมีแนวโน้มว่าจะมีผลงานโดดเด่นจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐจากแผนพัฒนาประเทศกว่า 2.2 ล้านล้านบาท หากโอกาสและการดำเนินการที่ยังต้องรอความพร้อมในหลายๆด้าน ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกความคาดหวังไปพร้อมๆกับการลงทุนล่วงหน้าดักทางรอโครงการของรัฐ ซึ่งสัดส่วนของโครงการก่อสร้างที่เติบโตเป็นจำนวนมากในขณะนี้จึงเป็นโครงการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวได้ทุกประเภท และส่งผลดีต่อตลาดวัสดุก่อสร้างที่เกาะสายธุรกิจเติบโตตามไปด้วย ซึ่งแม้ว่าอาจจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มายังตลาดค้าเหล็กมากพอสมควร แต่สถานการณ์ที่ติดลบมาจากปัจจัยภายนอกทำให้ผู้ค้าเหล็กยังคงไม่สามารถตีตลาดค้าวัสดุก่อสร้างได้มากเท่าใดนัก

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปัจจัยลบที่ผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กต้องรับมืออยู่ในขณะนี้คือ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของราคาเหล็กในตลาดโลก และตลาดเหล็กที่ซบเซาตามเศรษฐกิจจีน ซึ่งแม้ว่าตลาดค้าวัสดุก่อสร้างในประเทศจะมีการเติบโตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี แต่ปริมาณเหล็กเส้นที่มีจำนวนมากในตลาดจนเข้าข่าย “ล้นตลาด” ในประเทศ ทำให้ผลประกอบการในบางช่วงไม่กระเตื้องเท่าที่ควร

“ความไม่แน่นอนของราคาเหล็กในตลาดโลก และปริมาณเหล็กเส้นในประเทศที่ยังอยู่ในระดับที่ล้นตลาดทำให้ราคาขายเฉลี่ยเหล็กเส้นในตลาดในไตรมาสนี้อ่อนตัวลงเล็กน้อยที่ระดับ 20,600 บาท/ตัน จาก 20,700 บาท/ตัน ในไตรมาสก่อน ซึ่งนับว่าเป็นการอ่อนตัวลงพอสมควรจากระดับ 22,660 บาท/ตัน ในปีก่อน แต่ยอดขายในประเทศจะได้แรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการก่อสร้าง ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในภาพรวมยังไม่ย่ำแย่จนเกินไปนัก” สุรชัย ประมวลเจริญกิจ นักวิเคราะห์จาก บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าว

ทั้งนี้ จากภาวะตลาดเหล็กที่ซบเซา ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กบางรายหันมาใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ที่จะสามารถอัพเกรดสินค้าและราคาขายให้เพิ่มมากขึ้นได้ โดย บมจ.บางสะพานบาร์มิลล์ ที่นำร่องใช้กลยุทธ์ดังกล่าว และหันมาผลิตเหล็กประเภทฟรีเมี่ยม คือ เหล็กเส้นขนาดเล็กประมาณ 6-9 มม. และ เหล็กเส้นเหลี่ยม ซึ่งมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าเหล็กเส้นเกรดทั่วไป เพื่อขายในตลาดมากขึ้น ได้ทำการประเมินผลหลังจากทำตลาดพบว่า ผลจากการทำตลาดในครั้งนี้จะมีผลดีต่อแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ทั้งในด้านปริมาณจำหน่ายและราคาขาย



“ผู้ผลิตและผู้ค้าบางรายหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ และเน้นขายเหล็กเกรดพิเศษมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตและผู้ค้าแล้ว ยังส่งผลดีต่อผู้รับเหมาและผู้ซื้อที่จะสามารถมั่นใจในคุณภาพงานก่อสร้างได้มากกว่า โดยจากกระแสการตอบรับที่ดีจากตลาดทำให้ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าในเดือน พฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้ ดีขึ้นและส่งผลต่อราคาขายที่ฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าสถานการณ์ราคาเหล็กในปัจจุบันจะยังซบเซาอยู่”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กต่างคาดหวังกันในนาทีนี้คือ โครงการก่อสร้างและแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะมีงบประมาณลงทุนสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ที่ทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างติดตามสถานการณ์กันอย่างใจจดใจจ่อว่าจะได้ฤกษ์ลงเสาเข็มกันเมื่อไหร่ เพราะงานก่อสร้างระบบรางจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้เหล็กในงานก่อสร้างในปริมาณมาก และจะส่งผลดีต่อตลาดค้าเหล็กอย่างไม่ต้องสงสัย

สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่เพียงแค่ว่า ระหว่างเส้นทางการรอคอยให้วันนั้นมาถึง ผู้ค้าเหล็กจะต้องอดทนเฝ้ารอความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในด้านอื่นๆได้มากน้อยแค่ไหน … และที่สำคัญจะต้องมีความแข็งแกร่งอย่างประมาณไม่ได้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ หากสถานการณ์เหล็กในตลาดโลกทรุดลงตามวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปแบบยาวๆและ…จีนยังกลับมาผงาดไม่ได้เหมือนอย่างที่หวังกันไว้ในเวลาอันใกล้นี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s